http://www.facebook.com/RenderFoto

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

SONY HDR-PJ10


SONY HDR-PJ10 กล้องบันทึกวิดีโอตัวแรก ที่มาพร้อม Projector ในตัวกล้อง ให้คุณบันทึกภาพ เคลื่อนไหวอันน่าจดจำ และแบ่งปันให้กับคนพิเศษของคุณร่วมประทับใจได้ในทันที
อาณาจักรแห่งความสุข สนุกกับความน่ารักแสนรู้ ของสัตว์น้อยใหญ่ ที่ได้ฟังโฆษณาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จนวันนี้เข้าวัยรุ่นระยะสุดท้าย เพิ่งจะได้มาเที่ยวที่ซาฟารีเวิลด์ครั้งแรก ไม่น่าเชื่อว่าจะเพลิดเพลิน กับโชว์การแสดงสัตว์แสนรู้ จนต้องอยู่ที่นี่ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

คุณสมบัติเด่น
ก่อนจะไปดูโชว์ เรามาดูคุณสมบัติเด่น ของกล้อง SONY HDR-PJ10 กล้องวีดีโอโปรเจคเตอร์ ที่เราจะใช้เก็บภาพความประทับใจในวันนี้ค่ะ
กล้อง SONY HDR-PJ10 ถือเป็นกล้องตัวแรกของโลกที่มีโปรเจคเตอร์ในตัว นอกจากดูภาพในจอ LCD แล้ว ยังฉายภาพได้ขนาดใหญ่สุดเท่าๆ 60 นิ้ว แต่ต้องฉายในที่มืดเหมือนโปรเจคเตอร์ทั่วไป และสามารถถ่ายวีดีโอความละเอียดถึง Full HD AVCHD สูงสุด เฟรมเรท 50 P ซึ่งถือว่าความละเอียดสูงมาก แต่หากใครยังใช้คอมพิวเตอร์ที่สเป็คไม่สูงพอสามารถปรับตั้งความละเอียดให้ต่ำลง การควบคุมกล้องส่วนใหญ่อยู่ที่หน้าจอทัชสกรีนขนาด 3 นิ้ว 230,000 สี มุมกว้างแบบ 16:9 ให้ภาพชัดเจน สีสันแม่นยำทั้งในที่ร่มและกลางแจ้ง ใส่เลนส์คุณภาพสูง G Lens มุมกว้าง 29.8 มิลลิเมตร ซูมออฟติคอลสูงสุด 30 เท่า ที่เหลือจะเป็นดิจิตอลซูม และพัฒนาระบบกันสั่นในเลนส์ให้ดีขึ้น Steady while Walk บันทึกเสียงแบบ 5.1 รอบทิศทาง มีเมมโมรี่ในตัว 16 GB และสามารถใส่เมมโมรี่เพิ่มได้ทั้ง SD และเมมโมรี่สติ้ก
เมื่อใช้งานจริง
ถึงซาฟารีเวิลด์ประมาณ 10 โมงเช้า เนื่องจากเป็นวันธรรมดา ลานจอดรถจึงโล่ง มีแต่รถบัส ที่จอดเรียงรายอยู่หลายคัน แต่เมื่อเข้าไป ก็ต้องพบกับผู้คนที่มากกว่าที่คิด ส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์จากอินเดีย และจีน
หยิบกล้องออกมาเตรียม เพื่อใช้งานจริง SONY HDR-PJ10 มีขนาดค่อนข้างเล็ก น้ำหนักเบา จึงสะดวกในการพกพา สายรัดกระชับการจัดวางปุ่มกดถนัดมือ แต่ไม่มีปุ่มที่ใช้งานบ่อยๆ แยกมาภายนอกเหมือนกล้องใหญ่ๆ การปรับตั้งค่าจึงจำเป็นต้องเข้าเมนูที่หน้าจอทัชสกรีนเท่านั้น
เจ้าหน้าที่แนะนำ ว่าให้ไปที่ซาฟารีปาร์ค ที่เราสามารถขับรถเข้าไปชมได้เลย ภายใน มีสัตว์นานาชนิด เริ่มต้นด้วยนก ที่คะเนจากสายตาแล้ว คงมีนับหมื่นตัว หลากหลายชนิด บางก็เกาะอยู่บนหลังแรด บ้างก็ทำความสะอาดขนเล่นน้ำ เจ้าหน้าที่แนะนำว่า นกที่นี่ มาจากท้องฟ้าตามธรรมชาติ มารวมตัวและวางไข่ จนออกลูกจำนวนมาก อยู่รวมกันกับ ยีราฟ ม้าลาย และแรด
ขับรถต่อไปเรื่อยๆ พบกับเจ้าม้าลาย ที่มาหยุดอยู่บริเวณกลางถนน แล้วก็ยืนนิ่งไม่ไปไหน เราจอดรถ พร้อมทั้งเปิดกล้องเตรียมถ่าย ความเร็วในการทำงาน เมื่อกางหน้าจอ LCD กล้องจะทำการเปิดอัตโนมัติ ระยะเวลาตั้งแต่เปิด จนถึงกด เรคคอร์ทได้ค่อนข้างช้าจึงอาจพลาด ช็อทสำคัญ แต่หากเปิดกล้องพร้อมถ่ายอยู่แล้ว เมื่อกด Record กล้องจะทำการถ่ายทันที
หยุดรอซักพัก ไม่บีบแตร หรือเข้าไปไล่ เพราะที่นี่มีป้ายเขียนเตือนไว้เสมอว่า ที่นี่สัตว์ใหญ่ ไม่ใช่คนใหญ่ ดังนั้น ไม่ว่าสัตว์จะทำอะไรก็ต้องปล่อย ห้ามเข้าไปรังแก และห้ามลงจากรถเด็ดขาด
เลนส์ G
เมื่อเจ้าม้าลายหลบทาง ต้องตื่นตากับยีราฟฝูงใหญ่ที่สุดในโลก เก็บภาพมุมกว้างสุดของกล้อง SONY HDR-PJ10 คือ 29.8 มม. แล้วซูมเข้าไปเพื่อให้เห็นหน้าเจ้ายีราฟชัดๆ ภาพที่ได้อยู่ในระดับมาตรฐานของเลนส์ G
บริเวณสวนสัตว์เปิดที่ซาฟารีปาร์ค มีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร หลังจากเราผ่านโซนสัตว์ไม่อันตรายมาแล้ว จะพบกับประตูไฟฟ้าขนาดใหญ่ จอดรถรอซักพัก ประตูจะเปิดอัตโนมัติ เมื่อเข้ามาสู่โซนนี้ มีป้ายบอกตลอดทางว่าห้ามเปิดหน้าต่างหรือลงจากรถ จนมาพบกับสิงโตเจ้าป่า ที่กำลังเล่นกันอย่างสนุกสนาน ทั้งตัวเมียตัวผู้ ห่างจากเราแค่ 1 เมตร ผ่านจากโซนสิงโต จะพบกับโซนเสือ ที่กำลังนอนหลับฝูงใหญ่ เป็นครั้งแรกที่ได้ดูสัตว์อันตรายเหล่านี้ใกล้ๆ โดยไม่มีลูกกรงกั้น
จอทัชสกรีน
ผ่านจากโซนสวนสัตว์เปิด ได้เวลา เข้าสู่โซนปรกติ ที่มีทั้งการแสดง สวนสัตว์ และร้านอาหาร ระหว่างนั่งรอดูการแสดง อยู่บน อัฒจรรย์ขนาดใหญ่ ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ก่อนการแสดงจะเริ่ม ลองเพลย์ภาพ ที่ถ่ายก่อนหน้านี้ เพื่อดูคุณภาพของภาพ ภาพจอ LCD ขนาด 3 นิ้ว 230,000 สี มุมกว้างแบบ 16:9 ให้ภาพชัดเจน สีสันแม่นยำทุกสภาพแสง สั่งการกล้องได้ง่าย ไวต่อการสัมผัส
เสียงระเบิดดัง พร้อมกับควันไฟขนาดใหญ่ เป็นสัญญาณบอกว่าการแสดงเริ่มต้นแล้ว โดยการแสดงแรก คือการโชว์สตั้นท์ ที่ตื่นเต้น ตลก เร้าใจ
ระบบกันสั่น Active Mode
เมื่อการแสดงจบ ดูนาฬิกา ยังมีเวลาเหลือ ก่อนที่โชว์ปลาโลมาจะเริ่มขึ้น จึงซื้อบัตรลงเรือ ชมโซนใหม่ล่าสุดที่เรียกว่า ริเวอร์ ซาฟารี จ่ายเงินคนละ 160 ก็ลงเรือได้ ล่องเรือไปเรื่อยๆ ทดลองระบบกันสั่นดีกว่าเก่าอย่างเห็นได้ชัด แม้ขณะกำลังเดิน นั่งเรือ หรือกำลังเคลื่อนที่ ภาพที่ได้แทบไม่สั่นไหว คล้ายการใช้สเตดิแคม โดยเฉพาะในช่วงเลนส์ที่ไม่ได้ซูม ถึงซูมน้อย และจะสั่นมากขึ้น เมื่อซูมมากๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องปรกติ ที่เกิดขึ้นกับกล้องทุกตัว ผลที่ได้นอกจากความสะดวกที่ไม่ต้องพกขาตั้งกล้องแล้ว ภาพที่ได้ยังคุณภาพดีขึ้น ความสั่นไหวน้อยลง
โหมดเด่น
Low Lux ถ่ายภาพเคลื่อนไหวในที่แสงน้อย
นอกจากการลงเรือ จะได้ทดสอบระบบกันสั่นแล้ว ยังทดสอบการถ่ายภาพในที่แสงน้อยเมื่อเข้าถ้ำ ที่แทบไม่มีแสง ซึ่งในโหมดปรกติ หรือกล้องทั่วไปถ่ายไม่ได้ แต่สำหรับกล้อง SONY HDR-PJ10 สามารถปรับโหมด Low Lux หรือถ่ายในที่แสงน้อย ภาพที่ได้สว่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ต้องยอมรับ กับเกรนที่เพิ่มขึ้นด้วย
Smooth Slow Record โหมดภาพช้าต่อเนื่อง
และแล้วก็ถึงเวลา โชว์ความน่ารักแสนรู้ของปลาโลมา ซึ่งเป็นไฮไลท์ เสียงพิธีกร ร้องเพลง เพราะไม่แพ้นักร้องอาชีพ บ่งบอกว่าการแสดงโชว์กำลังจะเริ่มขึ้น โชว์ปลาโลมา สนุก และน่ารักมาก มีทั้งใส่แว่นตา เล่นฮูล่าฮูป ปลาโลมาเต้น รวมไปถึงการกระโดดลอดห่วง ซึ่งเป็นโอกาสที่จะได้ทดสอบโหมด Smooth Slow Record โหมดภาพช้าต่อเนื่อง และเนื่องจากเฟรมเรทเยอะ ภาพที่ได้ จึงดูสมูท แต่จะต้องกะเวลาถ่ายภาพให้ดี เพราะถ่ายได้ไม่กี่วินาทีเท่านั้น
นอกจากสองโหมดเด่นที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังคงโหมด Golf Shot ตรวจเช็ควงสวิงกอล์ฟ และ Smile Shutter ที่ทำการตรวจจับใบหน้าที่มีรอยยิ้ม และปล่อยชัตเตอร์โดยอัตโนมัติ แล้วยังผสานการตรวจจับใบหน้าเข้ากับระบบ Smile Shutter ที่ตรวจจับดวงตา ทำให้ระบุตำแหน่งของใบหน้าแม่นยำยิ่งขึ้น แม้แต่การตรวจจับการเอียงของใบหน้า แล้วทำการปล่อยชัตเตอร์โดยอัตโนมัติ
อิ่มเอมใจกับการแสดงโชว์ปลาโลมากันแล้ว ต่อกับด้วยการแสดง สงครามจารกรรม ที่ระเบิดกันตูมตาม และน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่แพ้ที่สิงคโปร์
สื่อบันทึก
เปิดกล้องเตรียมถ่าย จำนวนเวลาที่เหลือที่ถ่ายได้ เต็มความจุเมมโมรี่ เตือนว่าถ่ายได้อีก 1 นาที แต่พอเปลี่ยนเมม ที่ยังไม่มีข้อมูล ก็ขึ้นเตือนว่าเมมจะเต็มเหมือนเดิม จนมาถึงบางอ้อว่า ที่ถ่ายมาทั้งหมดถูกบันทึกที่เมมโมรี่ในตัวกล้อง ไม่ใช่เมมโมรี่การ์ด จึงต้องเข้าเมนู เลือกให้บันทึกลงในเมมโมรี่การ์ดที่สามารถใส่ได้ทั้ง SD และเมมโมรี่สติ้ก โดยกล้อง SONY HDR-PJ10 มีเมมโมรี่ ในตัว 16 GB ที่ถ่ายมาได้ บันทึกประมาณ 3 ชั่วโมง ครึ่งวัน ที่ความละเอียดสูงสุด
อัดเสียงแบบ 5.1 เซอร์ราวด์
เมื่อการแสดง สงครามจารกรรมจบ ก็ต้องรีบวิ่งไปให้ทันการแสดงโชว์นก ที่ตามแพลนแล้วอาจจะไม่ดูโชว์นี้เพราะคิดว่า โชว์นกคงไม่มีอะไร แต่เมื่อได้มาชมจริงๆ ต้องบอกว่าห้ามพลาดค่ะ แค่เปิดตัวด้วย นกนานาชนิด วิ่งกันเต็มไปเหมือนในการ์ตูนแล้ว ยังมีนกอ่านหนังสือออก นกชู๊ตบาส นกหยิบเงิน นกเมาแอ๋ นกเก็บขยะลงถัง รวมไปถึงนกพูดได้ ที่อาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่นกที่ซาฟารีเวิลด์ร้องเพลงได้ ถือโอกาส อัดเสียง แบบ 5.1 เซอร์ราวด์ ให้เสียงชัดเจน มีมิติ แม้นกจะร้องเพลงเบาๆ ก็สามารถอัดเสียงได้คมชัด
แบตเตอรี่
นกฟามมิงโก้ วิ่งกรูเข้ามา หมายความว่าการแสดงชุดสุดท้ายจบลงแล้ว ดูนาฬิกา ใกล้เวลาปิด 5 โมงเข้าไปทุกที เป็นเวลาอันสมควรที่จะเดินทาง กลับบ้าน สรุปวันนี้ใช้แบตเตอรี่ที่แถมมาในกล่องขนาด 980 มิลลิแอมป์ 6.8 โวลท์ 1ก้อนเต็มๆ กับอีก 20 เปอรเซ็นต์ของแบตอีกก้อน จากการทดสอบกล้อง SONY HDR-PJ10 ไม่กินไฟมาก แบต 1 ก้อน จึงใช้ได้พอๆ กับเมมโมรี่ในตัวกล้อง 16 GB หรือถ่ายต่อเนื่อง ไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า เปิดดูรูปบ่อยแค่ไหน
และหลังจากหายเหนื่อยแล้ว ก็ถึงเวลาเอารูปลงคอม และดูคุณภาพไฟล์ กันค่ะ
การเชื่อมต่อ
การเชื่อมต่อของกล้อง SONY HDR-PJ10 นอกจากที่สายคล้องมือ มี USB สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ และถ่ายข้อมูล ผ่านคอมพิวเตอร์ แล้ว ยังมีช่องเสียบหูฟัง ไมค์ ช่องต่อ HDMI ช่องต่อ USB

โปรเจคเตอร์ ในตัว
แต่สิ่งที่โดเด่นกว่านั้น คือเราสามารถจำลองโรงภาพยนตร์ไปไว้ที่ไหนก็ได้ เพราะกล้องวีดีโอตัวนี้มีโปรเจคเตอร์ในตัวที่ฉายภาพได้สูงสุด 60 นิ้ว คมชัดมาก ที่สุดเมื่อฉายขนาดไม่เกิน 50 นิ้ว ในห้องที่มืดสนิท เพิ่มอรรถรสในการรับชมด้วยลำโพงเซอร์ราวด์ เหมือนพกที่ฉายหนังไปทุกที่ โดยจอ LCD ที่สามารถหมุนได้รอบทิศ จึงปรับองศาการฉายและการวางกล้องได้ ไม่ว่าจะฉายที่กำแพง หรือนอนบนเตียงแล้วรับชมที่เพดาน
โหมดดูภาพ
การดูภาพในโหมดปรกติ กล้องจะทำการรันต่อกันอัตโนมัติ และสามารถให้กล้องเลือกแสดงภาพไฮไลน์ โดยสามารถเลือกได้ตามวันที่และเวลาที่ถ่าย
คุณภาพไฟล์วีดีโอ
SONY HDR-PJ10 ถ่ายภาพได้ความละเอียดสูงสุด Full HD AVCHD สูงสุด เฟรมเรท 50 P ด้วยเทคโนโลยี x.v.Colour ทำให้กล้อง SONY HDR-PJ10 บันทึกภาพให้สมจริงยิ่งขึ้นให้สีที่ตรงตาม มาตรฐานในการบันทึกสีสำหรับวิดีโอทั้ง การสังเคราะห์สี ความลึก และรายละเอียด ที่ครบถ้วน ภาพที่ได้ สมจริงเป็นธรรมชาติกว่ารูปแบบสี sRGB แบบเดิม ด้วยเทคโนโลยีนี้ รวมกับระบบกันสั่นที่ยอดเยี่ยม ทำให้คุณภาพไฟล์วีดีโออยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบกับกล้องวีดีโอแบบพกพาทั่วไป และด้วยขนาดเซ็นเซอร์ที่เล็กกว่าทำให้มิติของภาพสู้กล้องวีดีโอแบบโปร ไม่ได้ แต่ราคากล้องวีดีโอแบบนั้น ก็สูงกว่าอย่างน้อย 3 เท่า และเป็นโปรเจคเตอร์ในตัวไม่ได้
คุณภาพภาพนิ่ง
ภาพนิ่งจาก SONY HDR PJ10
ตามสเป็คแล้ว กล้อง SONY HDR-PJ10 สามารถถ่ายภาพนิ่งได้ความละเอียดสูงสุด 3.3 ล้านพิกเซล เพราะเป็นกล้องที่เน้นถ่ายภาพเคลื่อนไหวเป็นหลัก จึงไม่อยากให้คาดหวังคุณภาพภาพนิ่งเท่ากับกล้องถ่ายภาพนิ่งโดยเฉพาะ เมื่อเทียบคุณภาพไฟล์ แม้ถ่ายในที่กลางแจ้ง เม็ดสีภาพที่ได้เป็นวุ้น คุณภาพและมิติของภาพสู้กล้องถ่ายภาพนิ่งไม่ได้ เปรียบได้กับไฟล์ภาพจากกล้องมือถือรุ่นใหญ่ แต่อย่างไรก็ตามกล้อง SONY HDR-PJ10 ก็ได้ใส่ฟังก์ชั่น แต่ต้องตั้งความละเอียดให้ต่ำกว่าความละเอียดสูงสุดลงมา
ภาพนิ่งจาก SONY HDR PJ10
บทสรุป
กล้อง SONY HDR-PJ10 เป็นกล้องวีดีโอนวัตกรรมใหม่ที่นอกจากให้ความสุขในการถ่ายภาพ แล้วยังเพิ่มความสุขในการรับชมภาพ ผ่านการฉายโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของกล้อง โดยยังคงรักษาคุณภาพไฟล์วีดีโอที่ดี และพัฒนาระบบกันสั่นให้ยอดเยี่ยม รวมอยู่ในกล้องที่พกพาสะดวก และใส่ฟังก์ชั่นที่ช่วยให้ใช้งานง่าย คุณภาพไฟล์ดีขึ้น อย่างโหมด Low lux โหมดภาพช้าต่อเนื่อง Golf Shot และ โหมดยิ้มแล้วถ่าย
จุดเด่น
- มีโปรเจคเตอร์ในตัว
- โปรเจคเตอร์มีความคมชัด
- คุณภาพไฟล์วีดีโออยู่ในเกณฑ์ดี
- หน้าจอทัชสกรีนทำให้ควบคุมกล้องได้ง่ายขึ้น
- เลนส์มุมกว้าง ไวแสง เก็บภาพได้แม้ในที่จำกัด
- ระบบกันสั่นที่ดีเยี่ยม
- การซูมมีความนุ่มนวล
- พกพาสะดวก
- แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน
- ถ่ายภาพในที่แสงน้อยมากๆ ได้
- ได้อรรถรสในการดูภาพมากขึ้น
- นอกจากหน่วยความจำในตัวกล้อง 16 GB แล้ว ยังสามารถเมมโมรี่เพิ่มได้
- มี USB มาให้ที่สายคล้องมือ เพื่อการเชื่อมต่อ และชาร์จแบตเตอรี่
จุดด้อย
- คุณภาพไฟล์ภาพนิ่งไม่ดี
- ปุ้มภายนอกมีน้อย ทำให้เมื่อต้องปรับตั้งค่าที่ต้องใช้บ่อย หรือกะทันหัน ต้องเข้าเมนู
ราคาเปิดตัว 24900 โปรโมชั่น แถม Remote + กระเป๋า แบตเตอรี่ อีก1 ก้อน เมมโมรี่ 16 GB
หมายเหตุ ภาพประกอบ แคปเจอร์จากไฟล์วีดีโอ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 หรือเยี่ยมชม www.sony.co.th

Nikon D7000


ทักทายกันก่อนว่า สวัสดีครับ สำหรับแฟนๆ TechXcite มาเข้าเรื่องด้วยความรวดเร็วไม่ต้องเยิ่นเย้อ เราจะมาดูกันว่า Review ครั้งนี้กับกล้อง DSLR ที่ทำเอาคู่แข่งสะอึกกับสเป็คแรงๆ ที่เป็นข่าวเกรียวกราวช่วงเปิดตัวเมื่อไม่นานมานี้ กับ Nikon D7000 ซึ่งถือเป็นกล้องระดับ Semi-Pro และอาจจะเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของ Nikon D90 ก็ว่าได้นั้น คุณภาพสมคำร่ำลือหรือไม่
การ Review ครั้งนี้จะนำเจ้า D7000 มาทดสอบถึงคุณภาพของไฟล์ภาพที่ได้ โดยไม่มีการปรับแต่งใดๆ จากกล้อง ยกเว้น การใช้ Photoshop ในการย่อและใส่ Unsharp Mask เพื่อคืนความคมชัดของภาพที่ถูกย่อเพียงเท่านั้น เพราะหากใส่รูปใหญ่ๆให้ดูทุกรูป เดี๋ยวจะโหลดหน้าเว็บกันไม่ขึ้น
สัมผัสแรกที่ได้จับ D7000 ตัวนี้ บอกได้เลยว่าการจับถือคล้ายกับ D90 รุ่นพี่ก่อนหน้านี้ ทั้งน้ำหนัก การควบคุม หากใครเคยลองเล่น D90 มาแล้ว รับรองว่าไม่ยากเท่าไรนักที่จะทำความคุ้นเคยกับเจ้า D7000
เริ่มแรกก็ขอเล่าสเป็คซะหน่อย เพราะว่าทำเอาสาวก Nikon ตื้นตัน กับ ความละเอียด 16.2 ล้านพิกเซล ที่เร่ง ISO ได้ถึง 25,600 ยังไม่พอเท่านี้ ความฮือฮามันอยู่ตรงที่ Depth Color 14 bit ให้รายละเอียดและสีสันถูกต้องสมจริงมากขึ้น เท่านั้นยังไม่พอ ความเทพสุดๆบังเกิดเมื่อ D7000 ตัวนี้สามารถวัดแสงผ่านเลนส์รุ่นเก่าๆ ที่ไม่มีขั้วสัมผัสไฟฟ้าได้ แถมยังไม่ทิ้งระบบมอเตอร์โฟกัสที่มีอยู่ในกล้องให้สามารถใช้กับเลนส์ที่ไม่ใช่ตระกูล AF-S ได้อีก
ยังไม่สุดแค่นั้น รุ่นพี่เก๋าๆมีอะไร รุ่นน้องอย่าง D7000 เอามารวมไว้ในตัวหมดด้วยช่องมองภาพ 100% พร้อมฟังก์ชั่นแก้ไข Back/Front Focus สำหรับเลนส์ที่โฟกัสไม่เข้าเป้าอีกด้วย พร้อมจัดหนักกับวีดีโอแบบ Hi-Def 1080p ที่ 24 fps และที่น่าเล่นสุดๆคือระบบโฟกัส 39 จุด เยอะกว่า D90 ที่มีแค่ 11 จุด แถมรัวภาพที่ความเร็วสูงสุด 6 ภาพต่อวินาที แถมมีมาตรวัดระดับน้ำมาให้ดูเล่น แต่ใช้งานได้จริง แถมใช้ดีซะด้วย
กลับมาดูตัวบอดี้กันบ้างดีกว่า เดี๋ยวค่อยสรุปเรื่องสเป็ค การออกแบบถือได้ว่ายังคงความหล่อสไตล์ D90 แต่หูร้อยสายดูโปรขึ้น เพราะเปลี่ยนไปใช้แบบห่วงร้อยสายเหมือนพวกกล้องเทพรุ่นพี่
พลิกกล้องไปดูด้านขวาของตัวกล้องจะพบกับช่องใส่การ์ด ที่ใส่ได้ 2 ช่อง และสามารถกำหนดให้แต่ละการ์ดเก็บข้อมูลแยกกันได้ เช่น เก็บไฟล์ RAW ไว้ที่แผ่นแรก อีกแผ่นเก็บไฟล์ JPEG ซึ่งสะดวกต่อการทำงาน และง่ายต่อการจัดเก็บไฟล์ด้วย เข้าใจออกแบบจริง Nikon เนี่ย
ส่วนด้านซ้าย เป็น Port ต่างๆที่มีไว้สำหรับเชื่อมต่อกล้องเข้ากับคอมพิวเตอร์หรือจอมอนิเตอร์ ด้วยช่อง AV OUT ช่องต่อสาย USB และ HDMI รวมถึงช่องเสียบไมโครโฟนแยกสำหรับอัดวีดีโอและอุปกรณ์เสริมบอกตำแหน่งภาพถ่ายด้วย GPS เรียกได้ว่ามีอะไร พี่แกยัดใส่มาให้หมดหน้าตัก
ด้านบนตัวกล้องมีสวิตซ์เปิด-ปิด พร้อมปุ่มควบคุมระบบวัดแสง และปุ่มชดเชยแสง ส่วนด้านซ้ายเป็นแป้นวงแหวน 2 ชั้น สำหรับการปรับโหมดถ่ายภาพ และ การปรับระบบการถ่ายภาพต่อเนื่องรวมถึงการใช้รีโมท และล็อคกระจกเมื่อต้องการความนิ่งในการถ่ายภาพ พร้อมความเท่ห์ที่กล้องแบบมืออาชีพต้องมี นั่นคือ จอแอลซีดี ด้านบน ที่ช่วยให้การตั้งค่าต่างๆง่ายขึ้นเยอะ แถมประหยัดไฟ ไม่ต้องไปเปิดๆปิดๆ จอด้านหลังเหมือนกล้องรุ่นเล็กๆ
มาดูใกล้ๆกันกับวงแหวน 2 ชั้น ที่ออกแบบมาให้ไม่ต้องเข้าไปวุ่นวายในเมนูของกล้อง เพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน แม้จะปรับยากไปหน่อยในตอนแรกๆ ส่วนโหมดถ่ายภาพ ก็ถูกตัดทอนโหมดถ่ายภาพอัตโนมัติต่างๆออกไปให้ไปปรับค่าในกล้องแทนในโหมด SCENE และดูเป็นมืออาชีพขึ้นมาเยอะเพราะหารูปดอกไม้กับคนวิ่งไม่เจออีกต่อไป สุดท้ายปรับไปใช้รูปกล้องตัวเขียวๆที่เขียนว่า AUTO ก็ทำมาหากินได้เหมือนกัน
หมุนมาถึงด้านหลังจะเห็นปุ่มควบคุมกล้องต่างๆมากมาย ที่ออกแบบมาดูง่าย พร้อมวงแหวนควบคุมกล้องบริเวณนิ้วโป้งด้านขวา ซึ่งใช้งานได้สะดวกรวดเร็วพอๆกับวงแหวนด้านหน้าที่มีมาให้ด้วยเช่นกัน ปรับรูรับแสง เปลี่ยนค่าสปีดชัตเตอร์ได้เลยไม่จำเป็นต้องละสายตาจากพริตตี้ในช่องมองภาพ แจ่มจริงๆ
ด้านล่างเป็นที่ใส่แบตเตอรี่ และมีช่องเชื่อมต่อที่ทำงานร่วมกับกริป และแน่นอนว่า มีรูยึดสำหรับใช้กับขาตั้งกล้อง และแน่นอนอีกแล้วว่าถ้าจะเช็ค Serial Number ก็ต้องพลิกมาดูครงนี้ Made in Thailland แน่นอน ไม่ต้องสืบ อุดหนุนแรงงานไทย มันสมองญี่ปุ่น โรงงานอยู่อยุธยานี่เอง
การเข้าถึงเมนูต่างๆของกล้องยังคงเหมือนเดิมสำหรับผู้ที่ใช้งานกล้อง Nikon มาก่อนหน้านี้เรียกได้ว่าหลับตาจิ้มยังถูก ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก สำหรับมือใหม่ ศึกษาไม่นานก็ใช้งานเป็นเพราะออกแบบมาได้เป็นมิตรต่อผู้ใช้ แต่ข้อเสียคือปุ่มที่วางกันเยอะแยะ อาจจะต้องทำความคุ้นเคยกันบ้างไม่งั้นจะหาปุ่มไม่เจอ ที่สำตัญ รุ่นนี้พัฒนาแล้ว มีเมนูภาษาไทยมาให้ด้วย
ระบบ Live View ทำงานตอบสนองได้ดี แค่โยกก้านที่มีจุดสีแดงไปหนึ่งครั้งก็เข้าสู่โหมด Live View หากจะถ่ายวีดีโอก็แค่กดปุ่มสีแดงแค่นั้นเอง ไม่ต้องไปยุ่งกับปุ่มชัตเตอร์หรือปุ่มใดๆอีก แถมเจ้า D7000 ยังฉลาดพอที่จะจับโฟกัสใบหน้าได้อัตโนมัติเองด้วย แอบถ่ายพริตตี้แบบเห็นหน้าชัดๆก็ทำได้ง่ายๆแล้วครับ
มาเปรียบเทียบรุ่นพี่ รุ่นน้องกันหน่อย มาก่อนก็เรียกพี่ มาทีหลังก็เป็นน้อง แต่น้องดันเก่งกว่าพี่ เพราะถ้าทำออกมาห่วยกว่า ลูกค้าคงสรรเสริญเยินยอ แต่ D7000 มาแบบไม่มีกั๊กให้เจ็บใจ ดูหน้าตากันชัดๆเปรียบเทียบกันดีกว่า
ด้านหลังที่เห็น ตัวที่วางอยู่ซ้ายมือคือ D90 ส่วนอีกตัวทางขวาคือ D7000 มีการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยสำหรับการวางปุ่มต่างๆ แต่โดยรวมแล้วไม่แตกต่างกันมาก พี่น้องคลานตามกันมา ยังไงก็หน้าตาคล้ายกันอยู่ดี
มองจากด้านบนกันบ้าง เปรียบเทียบให้เห็นหน้าตา D90 และ D7000 แบบ Bird eye view ตัวไหนหล่อกว่ากันเชิญให้คะแนน แล้วเดี๋ยวคลิกไปดูหน้าต่อไปกันว่า ไฟล์ภาพจากการกล้องรุ่นนี้เป็นยังไงบ้าง พร้อมแล้ว

Samsung WB150F


เอาใจคนชอบแชร์ เมื่อ Samsung เปิดตัวกล้องรุ่นใหม่ Smart Camera ที่สามารถเชื่อมต่อสู่โลกภายนอกกับกล้องที่มาพร้อมฟังก์ชัน Wi-Fi ในตัว น้าป๋วย TechXcite ขอแนะนำ Samsung WB150F กล้องคอมแพกต์ที่สามารถอัพรูปจากกล้องผ่าน Wi-Fi เพื่อแชร์รูปได้ทั้ง Facebook , E-Mail หรือแม้แต่ Backup ภาพจากกล้องลงในคอมพิวเตอร์ได้โดยไม่ต้องพึ่งสาย USB อีกต่อไป
มาดูหน้าตาของกล้องตัวนี้ดีกว่า ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย และกริปที่จับถือสะดวก ทำให้การถือกล้อง Samsung WB150F ตัวนี้เหมาะมือมาก และหน้าเลนส์ขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับเลนส์ที่มุมรับภาพเทียบเท่าฟิล์ม 35 มม.ที่ 24-432mm F3.2-5.8 เรียกได้ว่าเก็บภาพได้ตั้งแต่มุมกว้างไปจนถึงเทเลระยะไกลทีเดียว (ซูมได้ถึง 18 เท่า)
วัสดุรอบตัวของ Samsung WB150F เป็นพลาสติก แต่ก็เก็บงานได้เรียบร้อยและบอดี้กล้องเองก็ดูแน่นหนาไม่ป๋องแป๋ง อัดแน่นด้วยเซ็นเซอร์รับภาพความละเอียด 14.2 ล้านพิกเซล เหลือเฟือพอที่จะอัดภาพขนาดใหญ่ได้สบายๆ
บนตัวกล้องมีโลโก้ Wi-Fi แปะไว้ให้เห็นเด่นชัดไปเลยว่ากล้องรุ่นนี้มีระบบ Wi-Fi ในตัวนะ
ด้านล่างตัวกล้องเป็นช่องใส่แบตเตอรี่และเมมโมรี่การ์ด โดยรองรับ SD Card ส่วนตัวล็อกฝาปิดมีสปริงปิดล็อก ดูทนทานแข็งแรงดีครับ
มาดูด้านหลังตัวกล้องบ้าง เริ่มจากจอ LCD ขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 460K ด้านซ้ายเป็นปุ่มเมนูและปรับตั้งค่าต่างๆ โดยมีปุ่มสำหรับถ่ายวีดีโอแยกออกมาเฉพาะช่วยเพิ่มความสะดวกในการถ่ายวีดีโอได้อย่างรวดเร็ว ด้านข้างมีช่องต่อสาย USB และสาย AV ให้
ส่วนด้านบนตัวกล้องจะมีวงแหวนซูมและปุ่มชัตเตอร์รวมถึงแป้นหมุนปรับโหมดการถ่ายภาพ ซึ่งแป้นหมุนนี้แหละจะมีโหมดการทำงานต่างๆที่รวมไปถึงการใช้งาน Wi-Fi ด้วย นอกจากนี้ก็มีปุ่มเปิด-ปิดกล้อง จะเห็นได้ว่าเวลาเปิดกล้องแล้วเลนส์จะยื่นออกมาซึ่งในภาพที่เห็นนั้นเป็นระยะความยาวของเลนส์ที่ซูมสุดแล้วครับ
จุดเด่นของกล้อง Samsung WB150F คือเลนส์ที่ใช้เป็นเลนส์คุณภาพสูง Schneider KREUZNACH ซึ่งเป็นเลนส์ที่มีชื่อเสียงของเยอรมันซึ่ง Samsung ได้นำเทคโนโลยีการผลิตเลนส์ดังกล่าวมาใส่ในกล้องของตัวเอง
การทำงานของกล้องเมื่อเปิดกล้องทำได้รวดเร็ว เปิดปุ๊บติดปั๊บ ถึงแม้ว่าจะไม่เร็วเท่ากล้อง DSLR แต่สำหรับกล้องคอมแพกต์ด้วยกันแล้วโอเคเลยครับ เพราะเสียเวลาตรงจุดที่เลนส์ยืดออกมานั่นแหละครับ ใครที่เป็นมือใหม่ปรับกล้องไปที่ Smart Auto โลด โหมดนี้กล้องจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จสรรพ เล็งแล้วถ่ายอย่างเดียวพอ
จอ LCD มองเห็นได้ชัดเจนแม้ว่าจะมองจากด้านข้าง ส่วนเมนูการใช้งานก็อ่านเข้าใจง่าย และที่เหนือกว่ากล้องคอมแพกต์ทั่วไปก็คือ กล้อง Samsung WB150F เป็นกล้องที่มีโหมด M , A , S ให้ใช้งาน ถามว่าโหมดพวกนี้ดีอย่างไร ดีเพราะว่าเราสามารถสร้างสรรค์ภาพถ่ายได้เฉกเช่นเดียวกับกล้องรุ่นใหญ่ๆ เช่นการใช้โหมด M (Manual) เพื่อปรับรูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์เองได้ เวลาอยากถ่ายไฟยามค่ำคืนก็ทำได้สวยๆเหมือนกล้องรุ่นใหญ่ๆแล้ว
ลูกเล่นของกล้องที่ใส่มาให้ในตัวก็โดดเด่นไม่แพ้กัน เพราะสามารถแต่งภาพได้จากตัวกล้องได้อย่างรวดเร็ว แถมมีฟิลเตอร์ให้เล่นมากมายเช่นการถ่ายภาพแบบใช้เลนส์ Fish Eye ที่ให้ภาพโค้งดูแปลกตา แถมถ่ายภาพได้ใกล้สุดๆแบบมาโครถึง 5 เซนติเมตร หรือแม้แต่จะตกแต่งภาพสวยๆ ก่อนแชร์ขึ้น Facebook ก็ทำได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องพึ่ง Photoshop เจ๋งจริงๆ
เมื่อปรับโหมดการทำงานของกล้องมาที่ Wi-Fi แล้ว หน้าจอจะแสดงผลให้เลือกว่าจะแชร์ภาพหรือจัดการอะไรได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการอัพโหลดรูปเข้าสู่ Social Media ต่างๆ การส่งอีเมล์ การส่งภาพเข้ามือถือ หรือแม้แต่อัพโหลดภาพสู่ระบบ Cloud เพื่อสำรองภาพไว้เกิดกรณีเม็มโมรี่การ์ดเต็มก็ทำได้ นอกเหนือจากนี้ยังสามารถใช้สมาร์ทโฟนของ Samsung เป็นรีโมทควบคุมกล้องตัวนี้ได้ด้วย ตั้งกล้องปุ๊บไม่ต้องนับถอยหลังแล้วรีบวิ่งอีกต่อไป ใช้มือถือจัดองค์ประกอบภาพก่อนถ่ายได้ดั่งใจ ยังไม่พอแค่นี้สามารถสำรองไฟล์ภาพลงคอมพิวเตอร์แบบไม่ใช้สายและเชื่อมต่อกับ Samsung Smart TV เพื่อดูภาพจากกล้องได้ทันที
มาดูเรื่องไฟล์ภาพกันบ้าง ถึงแม้ว่ากล้อง Samsung WB150F จะเร่ง ISO ได้สูงถึง 3200 ก็จริง แต่แนะนำว่าอย่าใช้ให้ถึงเลยครับ เพราะว่าคุณภาพไฟล์ที่ได้จะลดลง แนะนำให้ใช้ไม่เกิน 800 ดีที่สุด แต่ให้มาแบบนี้ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ เพราะในบางสถานการณ์ที่ต้องการเก็บภาพแบบที่ว่าพลาดไปแล้วเสียดายทั้งชีวิต มีไว้ให้ไม่เสียหาย จากภาพด้านบนครอป 100% ที่ ISO 3200 ครับ
ส่วนเรื่องการใช้งานโดยทั่วไปถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมมากครับ ยกตัวอย่างจุดเด่นเรื่องพลังซูม 18 เท่า มาดูกันดีกว่าว่าทำให้เราสามารถดึงภาพมาใกล้ได้แค่ไหน รูปแรกเป็นรูปที่ถ่ายกว้างๆ จากระยะเลนส์แบบไวด์ครับ เน้นถ่ายวิวได้กว้างใช้ได้ แต่ถ้าอยากซูมกันแบบส่องข้ามตึก น้าป๋วย TechXcite ลองซูมไปสุดเลยครับ โอ้ว! ดูภาพกันเองดีกว่าว่ายอดตึกมาอยู่ใกล้ขึ้นแค่ไหน แถมมีระบบกันสั่นอีกซูมเยอะๆ ก็ยังถือถ่ายภาพได้
ส่วนเรื่องการตกแต่งภาพจากกล้องตัวนี้สามารถใช้ฟิลเตอร์ได้หลากหลาย ทั้งปรับแสงพร้อมๆกับการใส่เอฟเฟคท์อื่นเพิ่มเติมไปได้ อย่างที่เห็นภาพบนของป๋าเอกแห่ง TechXcite กว่าจะดูดีขนาดนี้ใช้ทั้งฟิลเตอร์ Cross-Star ฟิลเตอร์ Soft แถมปรับแสงให้สว่างขึ้น เยอะว่ะ!
และลากันด้วยภาพสุดท้ายจากกล้อง Samsung WB150F ที่ออกมาจากหลังกล้องโดยไม่ต้องพึ่งโปรแกรม Photoshop กับการถ่ายภาพ Split Shot ที่เสกให้ป๋าเอกมีฝาแฝดขึ้นมาอีกคน แจ่มปะล่ะ
จุดเด่น
เลนส์ซูมคุณภาพสูง ใช้งานสะดวก แถมซุมได้เยอะมากถึง 18 เท่า
มี Wi-Fi ในตัวสำหรับการแขร์รูปจากกล้องได้โดยตรงไม่ต้องเสียเวลาต่อพ่วงด้วยสายใดๆให้เสียเวลา
ลูกเล่นในกล้องเยอะ ถ่ายสนุก บางอันกล้อง DSLR ยังอาย
มีโหมด P , S , A , M ให้ใช้เหมือนกับกล้องรุ่นใหญ่ๆ
ข้อสังเกต
ไฟล์ภาพไม่โดดเด่นนักเนื่องจากใช้เซ็นเซอร์ขนาดเล็กที่มีข้อจำกัดเรื่องการจัดการ Noise
หาจุดเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้น้อย (เพราะส่วนใหญ่มีแต่เสียตังค์ แถมพอเดินไปเดินมาสัญญาณหายอีก) และทำงานได้ไม่รวดเร็วนัก (อาจเป็นเพราะไฟล์ในกล้องมีขนาดใหญ่)
สรุป
กล้อง Samsung WB150F เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพที่ต้องการความสะดวกสบายในการแชร์รูป และถือเป็นกล้องที่เหมาะกับการท่องเที่ยวเพราะน้ำหนักเบา ลูกเล่นเยอะ แถมมีฟังก์ชั่นที่ตอบสนองการถ่ายภาพได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญคือใช้งานง่ายแถมตกแต่งภาพได้ในตัวก่อนแชร์รูปให้เพื่อนๆ ดูนี่แหละ เจ๋งเหมือนกับมือถือเลย